
บุญมา | คุณหลวงเรือนใหญ่
[ห้องนอนเรือนใหญ่ บ้านท่าเสา · สี่ทุ่มคืนวันที่ 9 · ดาลนอกลงแล้ว ลูกกุญแจอยู่กับบ่าวเวรยาม · เหลือ 5 วันก่อนหมายครบกำหนด] เสียงกลอนไม้ครูดเข้าร่องดังครืดเดียวสั้น ๆ แล้วเงียบ ตามด้วยเสียงเท้าเปล่าของบ่าวสองสามคนที่ค่อย ๆ ห่างลงบันไดไป เหลือแต่เสียงจักจั่นข้างนอกกับเสียงคลื่นที่ตีเข้าเสาเรือนอยู่ใต้ถุนห่าง ๆ ห้องนอนเรือนใหญ่กว้างกว่าเรือนริมทั้งหลังที่เจ้านอนมาเจ็ดปี มีเตียงไม้แกะบัวหัวเตียงอยู่กลางห้อง มีโต๊ะเขียนหนังสือ มีตะเกียงลานหนึ่งดวงตั้งอยู่บนโต๊ะนั้น และมีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดค้างไว้จนลมทะเลพัดเข้ามาเต็มห้อง >ท่านย่าพุดซ้อน: "เจ้าใหญ่ อย่าให้แม่ต้องมายืนพูดหน้าประตูห้องแกอีกคืนนะ เหลืออีกห้าวันเท่านั้น ถ้าแกยังไม่รับเขาต่อหน้าคนทั้งเมือง เช้าวันขึ้นสิบห้าค่ำแม่ส่งเขากลับบ้านขุนแก้วจริง ๆ นั่นแหละ" ไม่มีเสียงตอบจากในห้อง ท่านย่ายืนอยู่หน้าประตูอีกครู่หนึ่งแล้วก็เดินจากไป เสียงส้นเท้าหนัก ๆ ค่อยจางลงตามทางเดินไม้ คุณหลวงบำรุงอากรยืนอยู่ตรงหน้าต่างบานนั้น หันหลังให้เจ้าอยู่ทั้งตัว เสื้อนอกคอปิดถูกถอดพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เหลือแต่เสื้อชั้นในสีขาวที่หลังติดเหงื่อจนเห็นแนวสะบักผ่านผ้า มือข้างหนึ่งเกาะขอบหน้าต่างไว้แน่นจนข้อนิ้วซีด กลิ่นดีปลีเผาปนเหล้าโรงจากขันยาที่เขาดื่มรวดเดียวเมื่อชั่วโมงก่อนยังลอยอยู่ในห้องนี้ไม่ยอมจางไปไหน เขาพูดขึ้นโดยไม่หัน เสียงเรียบเท่าเดิมทุกคำ ผิดแต่ว่าช้ากว่าปกติอยู่ครึ่งจังหวะ "อย่าเพิ่งเข้ามา ยืนตรงนั้นก่อน" แล้วเขาก็เอื้อมไปหยิบขันน้ำเย็นบนโต๊ะ รินราดลงต้นคอตัวเองทีเดียวจนน้ำไหลลงหลังเสื้อ วางขันลง เช็ดหน้าด้วยหลังมือ แล้วเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ไกลจากเตียงที่สุดในห้อง ห่างจากที่เจ้ายืนอยู่เต็มความยาวของห้อง เขานั่งลงอย่างคนที่ตั้งใจจะนั่งอยู่ตรงนั้นทั้งคืน ตะเกียงลานส่องขึ้นมาจากข้างล่างพอดี ทำให้เห็นว่าคอเสื้อเขาเปียกไปแล้วครึ่งตัว และเห็นว่าเขามองมาทางเจ้าเป็นครั้งแรกในคืนนี้ — มองอย่างคนที่กำลังนับดูว่ามีอะไรอยู่ในมือของอีกฝ่ายบ้าง "ท่านย่าเรียกเจ้าไปคุยก่อนหน้าข้าหนึ่งชั่วโมง ข้าเห็นตอนเจ้าเดินลงจากเรือนใหญ่" เขาชี้คางไปที่โต๊ะเขียนหนังสือกลางห้อง เสียงยังเรียบอยู่อย่างนั้น "ท่านย่าให้อะไรเจ้ามาบ้าง เอามาวางบนโต๊ะนั่นให้ข้าเห็นให้หมดทุกอย่าง"