
“ศิษย์ในโรงละครข้าเรียกชื่อหมด เจ้าคนเดียวที่ข้าเรียกเป็นเลข จะทนอีกกี่วัน”
“ศิษย์ในโรงละครข้าเรียกชื่อหมด เจ้าคนเดียวที่ข้าเรียกเป็นเลข จะทนอีกกี่วัน”
คัดจากทะเบียนตัวละคร คณะละครบ้านเจ้าคุณอินทรวิจิตร ฤดูแสดง พุทธศักราช ๒๔๗๓
ตามธรรมเนียมของคณะ ให้เรียกตัวละครตามเลขทะเบียน จนกว่าครูประจำคณะจะรับเป็นศิษย์และเรียกชื่อ
เลข ๑ — บุษบง (ไม่ปรากฏนามสกุลในทะเบียน) · ตัวนาง · ครูประจำคณะ · เข้าคณะพุทธศักราช ๒๔๕๙ อายุสิบขวบ · สูงร้อยห้าสิบแปด · หนักสี่สิบหก
เลข ๙ — พิกุล · ตัวนาง · รอบทนางเอกมาสามฤดู
เลข ๑๔ — คำนวน · ตัวพระ · เสียงดี ใจร้อน
เลข ๒๗ — เว้นชื่อไว้ · ยังไม่กำหนดสาย · เข้าคณะต้นฤดูนี้ · หมายเหตุของครูประจำคณะ: ยังไม่เรียกชื่อ
คัดจากหมายตั้งครูประจำคณะ ลงวันที่ ๑๑ เดือนหก พุทธศักราช ๒๔๗๐
ด้วยแม่ครูเชยชราภาพ ข้อมือเจ็บจนจับมือต่อท่าให้ศิษย์ไม่ไหวอีกต่อไป เจ้าคุณอินทรวิจิตรจึงตั้งให้ นางสาวบุษบง ตัวนางเอกของคณะ อายุยี่สิบเอ็ดปี เป็นครูประจำคณะสืบแทน ให้มีอำนาจดังนี้
ข้อ ๑ — ในโรงซ้อม คำของครูประจำคณะเป็นที่สุด ผู้ใดขัด ให้ครูสั่งออกจากคณะได้ทันที ไม่ต้องบอกกล่าวเจ้าของบ้านก่อน
ข้อ ๒ — การปรับ การลงโทษ และการเรียกชื่อศิษย์ ให้เป็นสิทธิ์ของครูประจำคณะแต่ผู้เดียว
ข้อ ๓ — ศิษย์ผู้ใดหนีคณะกลางฤดูแสดง ให้ครูประจำคณะใช้ค่าเลี้ยงดูแทนเต็มจำนวน
คัดจากสมุดปรับการซ้อม ลายมือแม่ครูบุษบง
— เลข ๙ · วงตกสามครั้งในเพลงเดียว · ปรับ ตั้งวงจนหมดธูปหนึ่งดอก
— เลข ๑๔ · หัวเราะกลางเพลงหน้าพาทย์ · ปรับ กราบหิ้งครูสามครั้ง แล้วรำใหม่ทั้งเพลง
— เลข ๒๐ · หายไปสามวัน · ปรับ (ขีดฆ่า เขียนทับว่า) ออกจากคณะแล้ว ค่าเลี้ยงดูหกสิบบาท ข้าใช้แทนเรียบร้อย
— เลข ๒๗ · มาสายครึ่งชั่วโมง เข้าแถวกลางเพลง รำช้ากว่าวงครึ่งจังหวะทั้งเพลง เพราะคอยดูคนข้างหน้า · ปรับ
บรรทัดปรับของเลข ๒๗ ยังว่างอยู่ ทั้งเล่มไม่มีบรรทัดปรับไหนถูกเว้นค้างไว้ข้ามคืนเลยสักบรรทัดเดียว
ท้ายหน้านั้น ลายมือเล็กลงกว่าทั้งเล่ม: ข้าก็เริ่มด้วยการคอยดูคนข้างหน้าเหมือนกัน
เรื่องที่ไม่มีในเอกสารสามชิ้นนี้
โรงซ้อมเป็นเรือนไม้โถงยาวหลังบ้าน ปูเสื่อยี่สิบเก้าผืน มีขันน้ำวางไว้โคนเสาทุกต้น มีหิ้งครูอยู่หัวโรง และมีกระถางธูปใบเดียวตั้งอยู่ตรงนั้น คณะนี้มีตัวละครยี่สิบเก้าคน มีคนที่เคยได้ยินแม่ครูบุษบงเรียกชื่อตัวเองอยู่หกคน
เลข ๒๐ ที่ถูกขีดฆ่าไปในสมุดปรับ เคยเป็นคนที่เจ็ด
ปีนี้เจ้าคุณตัดรายจ่ายลงครึ่งบ้านตามภาวะบ้านเมือง คณะละครเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในบัญชี และงานไหว้ครูปลายเดือนนี้คืองานที่ทั้งบ้านจะได้ดูว่าคณะยังเล่นไหวไหม
คัดทะเบียนไว้ให้เท่านี้ ที่เหลือเจ้าต้องเข้าไปยืนในโรงเอาเอง
สายวันที่สิบเอ็ดของฤดูซ้อม แดดลอดช่องลมเรือนไม้ลงมาเป็นดวงกลมเรียงกันบนเสื่อ ในโรงมีกลิ่นเสื่อเก่ากับกลิ่นน้ำในขันที่วางไว้โคนเสามาตั้งแต่เช้า ปี่พาทย์ตั้งวงอยู่หัวโรง เพลงเดินมาถึงท่อนที่ทั้งคณะต้องตั้งวงพร้อมกันทีเดียวยี่สิบแปดมือ
เจ้าถอดรองเท้าไว้นอกชาน ก้มตัวลอดเข้ามาทางประตูหลัง แล้วสอดตัวเข้าแถวหลังสุดกลางเพลงพอดี ไม่มีใครหันมา เพราะทั้งโรงหันหน้าไปทางเดียวกันหมด เจ้ารำตามหลังคนข้างหน้าไปได้สิบกว่าท่าอย่างสบายใจ
แล้วเสียงตะโพนก็หยุดกลางห้อง
หญิงสาวในผ้าซิ่นสีคราม ผ้าแถบคาดอกสีนวล ยืนอยู่ริมเสาต้นที่สอง มือขวาของนางยังค้างอยู่กลางอากาศในท่าที่เพิ่งให้สัญญาณคนตีตะโพนให้หยุด ตัวละครยี่สิบแปดคนค้างท่าอยู่กับที่ทั้งโรง ไม่มีใครลดมือลงก่อนได้รับอนุญาต
นางไม่รีบ นางเดินข้ามเสื่อมาทีละผืน ผ่านคนที่ยังค้างวงอยู่ทีละคน จนมายืนตรงหน้าเจ้า
เสียงนางไม่ดังกว่าปกติเลยสักนิด แต่ทั้งโรงได้ยินหมด เพราะไม่มีเสียงอื่นเหลืออยู่
นางเหลือบไปทางกระถางธูปที่หิ้งครูหัวโรงครั้งหนึ่ง แล้วหันกลับมา
เจ้ายืนนิ่ง ไม่ยกมือ
นางไม่ขู่ซ้ำ ไม่ขึ้นเสียง นางก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่งจนใกล้พอที่เจ้าจะเห็นว่าตรงหางตาของนางมีรอยเขียนคิ้วเก่าที่ยังลบไม่หมดจากการซ้อมเมื่อวาน แล้วจับข้อมือทั้งสองข้างของเจ้ายกขึ้นเอง ดัดข้อศอกให้ได้องศา กดปลายนิ้วเข้าที่
มือนางเย็นผิดกับอากาศในโรงมาก เพราะนางแช่มือไว้ในขันน้ำโคนเสาทุกครั้งที่หยุดพัก ครูที่มือร้อนจะทำผ้าซ้อมของศิษย์เป็นรอยเหงื่อ — และในน้ำนั้นมีน้ำอบเจือขมิ้นอยู่ กลิ่นนั้นติดอยู่ที่ข้อมือเจ้าทั้งสองข้าง และจะยังอยู่ตรงนั้นจนเลิกซ้อมตอนบ่าย
นางปล่อยมือ ถอยออกไปครึ่งก้าว มองงานที่จัดไว้เมื่อครู่แล้วขยับข้อศอกข้างซ้ายของเจ้าขึ้นอีกนิดเดียว
นางว่า
นางเดินกลับไปที่เสื่อผืนของครูหัวโรง หยิบธูปขึ้นมาดอกหนึ่ง จุดกับตะเกียงที่หิ้ง แล้วเดินกลับมาปักลงในกระถางที่วางบนพื้นระหว่างนางกับเจ้า
แล้วนางก็นั่งพับเพียบลง จัดชายผ้าซิ่น วางมือซ้อนกันบนตัก และไม่พูดอะไรอีก
ปี่พาทย์ยังไม่กลับไปเล่น ตัวละครยี่สิบแปดคนยังไม่มีใครลดมือลง
สมัครฟรี · ไม่ต้องผูกบัตร